อคติต่อผู้เป็นโสด 101
มีความคาดหมายบางอย่างท่ามกลางเหล่าเอโรแมนติก ว่าถ้าเราเปิดเผยตัวตนแล้ว เราจะได้พบกับความสับสน และหลังจากที่เราได้อธิบายโดยย่อว่าเอโรแมนติกนิยมคืออะไรกันแน่ไปแล้ว เราจะได้ประจันหน้ากับข้อกังขาอันขัดเคือง
“หมายความยังไงกันแน่ที่คุณบอกว่าไม่อยากมีความสัมพันธ์ คุณจะได้พบใครสักคนนั่นแหละ”
ในบทความของเราเกี่ยวกับคำแนะนำเมื่อจะคัมเอาต์ วิธีหนึ่งคือการแนะนำแนวคิดของความเป็นเอโรแมนติกของคุณในทิศทางเดียวกับชาดกเก่าเรื่องกบในน้ำเดือด* แนะนำแนวคิดของคุณอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไม่ต้องอ้างอิงถึงตัวคุณเอง และดูว่าบุคคลที่คุณอยากให้เขารู้จักคุณมากขึ้นมีปฏิกิริยาอย่างไร
โชคไม่ดีที่ singlism หรือ อคติต่อผู้เป็นโสด พิสูจน์ได้ว่า บางทีการไร้ซึ่งความรู้สึกเชิงโรแมนติกของพวกเรา (ไปจนถึงความผันผวนหรือความไม่แน่นอนทางความรู้สึก) อาจไม่ได้เป็นสาเหตุของการไม่ถูกยอมรับในตัวตนของเรา แม้การอุปมาเรื่องกบจะแย่อย่างแน่แท้ ยังมีสมาชิกในครอบครัวอีกมากที่ชอบดึงดราม่า ผู้ทำตัวอย่างกับว่าคุณกำลังเชือดเขา ขณะที่คุณพูดเพียงแค่ “เฮ้อ ไม่ได้สนใจที่จะมีความสัมพันธ์นะ” แล้วทำไมจึงเป็นแบบนี้ล่ะ
Singlism เป็นคำที่ประสมโดยนักจิตวิทยาสังคม ดร.เบลลา เดอเปาโล (Bella DePaulo) ขณะที่เธอสังเกตเห็นรูปแบบพฤติกรรมหนึ่งที่ถูกปฏิบัติต่อคนโสดเมื่อเวลาล่วงไป
อคติต่อผู้เป็นโสด คือการตราหน้าผู้ใหญ่ที่ครองตัวเป็นโสด ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งนี้คือการเหมารวมและการเลือกปฏิบัติเชิงเหยียดที่คนโสดได้เผชิญ
*ทฤษฎีกบต้ม เป็นนิทานสอนใจอันว่าด้วยการต้มกบในน้ำร้อน 2 แบบ หนึ่งคือถ้าเราใส่กบลงในหม้อที่น้ำเดือดพล่านแล้ว กบจะกระโดดหนีออกจากหม้อทันที แต่ถ้าเราใส่กบลงในน้ำที่อุณหภูมิห้องซึ่งค่อย ๆ ร้อนขึ้นอย่างช้า ๆ กบจะไม่รู้ตัว และไม่กระโดดออกจากหม้อ สุดท้ายกว่ากบจะรู้ตัวว่าน้ำเดือด ก็สายไปเสียแล้วที่จะเอาชีวิตรอดได้ทัน
สิ่งนี้ทำร้ายใครได้อย่างไร
มีผู้คนจำนวนมากที่จะโต้แย้งว่า อคติต่อผู้ที่เป็นโสดไม่ใช่ปัญหาที่มีอยู่จริง หรือเป็นปัญหาที่ไม่สำคัญ ท้ายที่สุดแล้วไม่มีใครจะมาใยดีว่าคุณเป็นโสด จริงไหมล่ะ
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ด้านสังคมจนถึงเศรษฐกิจ คนโสดก็ได้รับการปฏิบัติทั่วโลกอย่าง ‘น้อยกว่า’ อยู่ดี ผู้ที่ผ่านการหย่าร้างมาแล้วได้รับความสังเวชใจ และผู้ที่ไม่เคยแต่งงานก็ถูกตัดสินอย่างรุนแรงบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อน คนที่คุณรัก ทุกคนจะแสดงนัยยะอย่างสามัญสุดขั้วว่า มีบางสิ่งผิดปกติอย่างชัดเจนเกี่ยวกับคนเหล่านั้น ถ้าเขามีหรือไม่เคยมีความสัมพันธ์มาก่อน กี่ครั้งแล้วที่เอโรแมนติกถูกพิจารณ์ว่าอ่อนต่อโลกและไม่ประสีประสา เพราะการไร้ซึ่งความสนใจต่อความสัมพันธ์โรแมนติกของพวกเรา ข้อคิดเห็นข้อนั้นมีแต่แนวโน้มที่จะแย่ลงเมื่อเอโรแมนติกอายุมากขึ้น
ภาระทางการเงินที่ว่า
ครัวเรือนแบบเดี่ยวได้รับการให้คุณค่าเหนือสิ่งอื่นใดในสังคมตะวันตก และระบบทางสังคมก็สะท้อนให้เห็นเป็นเช่นนั้น ในส่วนของสังคมตะวันออก เนื่องด้วยพัฒนาการด้านอุตสาหกรรมอย่างรุดหน้าของทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ครอบครัวเดี่ยวก็ปรากฏเป็นสัดส่วนที่มากขึ้นและแทรกตัวเลขความรุ่งเรืองของครอบครัวขยาย กฎหมายและนโยบายโปรดปรานผู้ที่มีความสัมพันธ์อย่างถูกต้องเหมาะสม ซึ่งเพิ่มค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตของผู้ที่เป็นโสดขึ้นโดยปริยาย
ตัวเลขจากสำนักงานสถิติแห่งออสเตรเลีย (Australian Bureau of Statistics) พบว่าคนโสดแบกรับความตึงเครียดทางด้านการเงิน ค่าครองชีพโดยเฉลี่ยของออสเตรเลียปีที่แล้วสำหรับหนึ่งบุคคลอยู่ที่ 2,835 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อเดือน ในขณะที่ค่าครองชีพโดยเฉลี่ยของคู่รักและครอบครัวที่มีสมาชิก 4 คนอยู่ที่ 4,118 และ 5,378 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อเดือนตามลำดับ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงตลาดที่อำนวยการใช้จ่ายแบบรวมหรือแบบคู่โดยเฉพาะ
ถ้าคุณศึกษาเกี่ยวกับเงินกู้ แพ็คเกจเที่ยวแบบเหมาจ่าย หรือประกันสุขภาพ และอื่น ๆ อีกมากมาย คุณจะเจอข้อเท็จจริงทางตัวเลขที่น่ากังวลใจของคุณเอง ขณะที่กำลังค้นหาข้อมูลข้างต้น ลองพิมพ์ “แต่งงานเพื่อผลประโยชน์ด้านภาษี” ในช่องเสิร์ชของ Google แล้วลองดูว่าอะไรปราฏขึ้นมาบ้าง
ในปี 2014 งานศึกษาของสหรัฐอเมริกางานหนึ่งเกี่ยวกับรายได้ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 55 ปี พบว่า ผู้สูงอายุที่ไม่เคยแต่งงาน ผู้ซึ่งอายุ 65 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนคนจน (poverty rate) สูงที่สุดในบรรดากลุ่มประชากรทั้งหมด นั่นหมายความว่า นอกเหนือจากการประมาณการณ์แล้ว คนกลุ่มนี้มีกลุ่มคนที่คอยช่วยโอบอุ้ม (support system) เพียงเล็กน้อย เนื่องจากไม่ได้แต่งงานและไม่มีบุตร
การรับรู้ของสาธารณชน
คริสติน นอรีน (Kristin Noreen) ได้พบกับหนังสือของเดอเปาโลเรื่อง Singled Out วันหนึ่งเข้าโดยบังเอิญ และเรื่องเล่าขานที่หนังสือเล่มนี้หักล้างเกี่ยวกับการครองตัวเป็นโสดได้เปลี่ยนชีวิตของเธอไป ส่วนใหญ่เป็นในแง่บวก แต่เธอก็ได้พบเจอกับแรงต้านบางอย่าง นอรีนเขียนไว้ว่า การเปิดเผยว่าเป็นผู้ที่โสดอย่างเต็มอกเต็มใจทำให้เธอได้เผชิญกับการปฏิบัติในแง่ลบมากกว่าการคัมเอาต์ว่าเป็นเลสเบี้ยนเสียอีก กลุ่มชุมชนเลสเบี้ยนที่เธอเคยหาเจอไม่คิดว่าเธอน่าสนใจอีกต่อไป หรือไม่เห็นความสำคัญที่จะใช้เวลาร่วมกับเธออีก เมื่อเธอไม่ได้ “ยังว่างอยู่” แล้ว ครอบครัวและเพื่อนฝูงต่างสับสน ละลาบละล้วง และมองการตัดสินใจของเธอที่จะวางตัวเป็นโสดว่าเป็นบางสิ่งที่จำเป็นต้องแก้ไขให้ถูก
สิ่งที่นอรีนกำลังให้คำจำกัดความ ณ ตรงนี้ คือสิ่งที่เอโรแมนติกอย่างพวกเราคุ้นเคยกันอย่างเหลืออด หากเราไม่ได้สนใจเรื่องรักโรแมนติก อะไรคือสิ่งที่เราต้องหยิบยื่นให้บ้าง เราสนใจอะไร เราทำอะไรบ้างล่ะกับเวลาว่างทั้งหมดของเรา
ก็นะ คุณก็จะถูกขอให้ทำงานในวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดช่วงเทศกาล เพื่อให้เพื่อนร่วมงานที่มีหวานใจหรือเป็นผู้ปกครองได้ใช้ชีวิตอย่างที่เขามีจริง ๆ ไม่เหมือนคุณ นี่คือสิ่งที่เสนอเป็นนัย ๆ
สำหรับผู้คนที่สนใจการมีพันธะ แนวคิดของการไม่มีพันธะซึ่งปรากฏโดยทั่วไปท่ามกลางเหล่าเอโรแมนติกและคนที่ผาสุขกับชีวิตโสดเป็นเรื่องที่ยากที่จะปักใจเชื่อ ในงานศึกษาสองงาน หนึ่งจากอิสราเอลและหนึ่งจากสหรัฐอเมริกา ผู้มีส่วนร่วมในงานศึกษาได้รับการนำเสนอโครงร่างชีวประวัติของคนโสดที่พึงพอใจกับชีวิตโสด และคนโสดที่อยากมีความสัมพันธ์ โดยคนโสดที่มีความสุขถูกตัดสินอย่างเกรี้ยวกราดมากกว่า ว่ามีความสุขน้อยกว่า เข้ากับคนได้น้อยกว่า อบอุ่นน้อยกว่า ดำเนินชีวิตที่น่าตื่นเต้นน้อยกว่า และสามารถยั่วโมโหผู้มีส่วนร่วมดังกล่าวได้มากกว่าคนที่มีความหวังที่จะมีความสัมพันธ์
ส่วนสำคัญของคำตอบรับเชิงลบที่เอโรแมนติก (และเอเซ็กชวล) เผชิญ สามารถแกะรอยกลับไปที่อคติที่มีต่อคนโสด (singlism) ได้ นอกเหนือจากนั้นแล้ว อคติที่มีต่อคนโสดและบรรทัดฐานรักสมรสย่อมพัวพันเข้าด้วยกัน ถ้าเราถูกมุ่งหวังให้มีความสัมพันธ์ แน่นอนล่ะว่าย่อมมีแรงตีกลับอย่างรุนแรงเมื่อเราไม่ได้มีพันธะในลักษณะนั้น
กลุ่มชุมชนเพศหลากหลาย
เลสเบี้ยนถูกเหมารวมว่าพร้อมใจจะแต่งงานหลังออกเดตเป็นครั้งที่สอง เกย์ชายถูกเหมารวมว่าจะต้องเล่นทุกแอปหาคู่ที่มีอยู่ ไบเซ็กชวลถูกเหมารวมว่าเป็นคนขี้นอกใจที่หาทางนอนกับผู้คนมากหน้าหลายตาให้ได้มากที่สุด สิ่งเหล่านี้เป็นรสนิยมที่ฝักใฝ่ในรักโรแมนติกซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีมากพอที่จะถูกตบให้เข้าที่เข้าทางด้วยการเหมารวม และมีมากกว่านี้อีก พวกเราทุกคนเคยได้ยินกันมาทั้งนั้น แต่ชุมชนเพศหลากหลายจริง ๆ เป็นอย่างไรกันแน่
โมงยามของเควียร์ (Queer Time) เป็นทฤษฎีที่ว่า พวกเราใช้ชีวิตตามกำหนดเวลาที่แตกต่างจากคนตรงเพศหรือรักต่างเพศ แจ๊ค ฮัลเบอร์สตัม (Jack Halberstam) นักวิชาการเควียร์ โต้ว่าพวกเราดำเนินชีวิตโดยขัดแย้งกับกับสถาบันแห่งครอบครัว การรักต่างเพศ และการสืบพันธุ์ เขากล่าวว่าความเป็นเควียร์ด้วยตัวมันเองแล้ว คือ “ผลพวงของการรับรู้ถึงเวลา* (Temperality) ที่ประหลาด ตารางชีวิตในจินตนาการ และหลักปฏิบัติทางเศรษฐกิจที่วิปริต”
ในช่วงวัยเยาว์ พวกเราอยู่อย่างปราศจากการรับรู้ถึงความตระหนักรู้ที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า เก็บงำอัตลักษณ์ของเราไว้เงียบ ๆ หรือแสดงออกเป็นอีกสิ่งหนึ่งแทนตัวของเราเอง บ่อยครั้งที่มีการสนทนาว่าเควียร์ที่อยู่ในวัย 20 กำลังใช้ชีวิตวัยรุ่นที่จบลงแล้ว กำลังทำทุกอย่างที่เสตรทมีโอกาสทำตอนเป็นวัยรุ่น แนวคิดนี้ฟังขึ้น และแม้ว่าจะจริงสำหรับผู้มีเพศหลากหลายหลายคน แนวคิดนี้ก็ไม่ได้จริงสำหรับทุกคน
*อ่านต่อเรื่องการรับรู้ถึงเวลาหรือ Temperality ได้ที่ https://anthropology-concepts.sac.or.th/glossary/204
เราเป็นส่วนหนึ่งของที่ไหน
มีพื้นที่ไหนที่จะหาเควียร์เจอได้ดีไปกว่าบาร์เกย์บ้าง การตามหากลุ่มคนเพศหลากหลายในชีวิตจริงเป็นงานที่ยากเข็ญและไม่เป็นผลอยู่ร่ำไป ถ้าคุณไม่ได้โชคดีมากสุด ๆ ในการตามหา คุณก็ควรจะต้องชอบการไปคลับ เพราะเป็นที่ที่ขึ้นชื่อลือชาด้านวัฒนธรรมการหาเพื่อนนอน วัฒนธรรมที่เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะจุดเริ่มต้นของการออกเดต
ในทางทฤษฎี เอโรแมนติกมีสิทธิ์ไม่สบายใจเมื่ออยู่ในพื้นที่ของเควียร์ เพราะพวกเขามักโคจรรอบความรักโรแมนติก กี่ครั้งแล้วที่คุณเคยได้ยินสโลแกน “รักคือรัก (Love is Love)” อันเกี่ยวพันกับกลุ่มเควียร์หลายกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มของนักกิจกรรม การมุ่งความสนใจไปที่ความรักโรแมนติกในพื้นที่ของเควียร์มีมากเหลือ เมื่ออคติต่อผู้เป็นโสดถูกรับมาเพิ่มสู่อีเวนต์เพื่อพบปะกันระหว่างคนโสด จึงง่ายที่จะจินตนาการว่าพวกเรากำลังถูกมองข้าม
อย่างไรก็ดี ในปี 2017 งานศึกษางานหนึ่งพบว่า 56% ของอเมริกันชนผู้มีเพศหลากหลายเป็นโสดเสมอมา ชีวิตของพวกเขามีหน้าตาอย่างไรกันแน่ นั่นเป็นเป้าหมายในปัจจุบันหรือวิถีชีวิตถาวร เพื่อนและครอบครัวของเขามีความคิดอย่างไรบ้าง พวกเขามีเพื่อนหรือครอบครัวหรือเปล่า พวกเขามีความสุขในการเป็นโสดไหม พวกเขามีความสุข ใช่ไหม
แม้คติต่อผู้เป็นโสดได้สร้างอุปสรรคหลายประการ การเป็นโสดหมายถึงการมีอำนาจในการควบคุมชีวิตของคุณเอง การเป็นเควียร์หมายถึงการที่เราสามารถกำหนดการเดินทางของเราเองได้ตามปรารถนา การให้ตัวคุณเองมาเป็นอันดับแรกในโลกทุนนิยมที่เรียกร้องให้เราบริการผู้อื่นเป็นงานที่ยากและหาญหัก ก็เหมือนกับบรรทัดฐานรักสมรส อคติต่อผู้เป็นโสดยังคงมีอยู่ต่อไปอย่างน่าเสียดาย แค่ในขณะนี้ แต่คนจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังเลือกที่จะไม่แต่งงานและครองตัวเป็นโสดในแต่ละปี และด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม ความคาดหวังทางสังคมและระบบที่เราอาศัยอยู่จะงอกเงยขึ้นมาสะท้อนสิ่งนั้น กว่าจะถึงตอนนั้น จับตาดูคนโสดคนอื่นแต่ละคนในชีวิตของคุณให้มั่น พวกเขาอาจไม่ใช่เอโรแมนติก แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งนั้นโดยลำพัง การเป็นโสดไม่จำเป็นต้องหมายถึงการอยู่อย่างเปล่าเปลี่ยว