i need me some irl
Fashion people be like having tastes that are hard to reach and Starbucks as their favorite cafe
คิดถึงหนังนวพลช่วง pre-Mary สมัยยังทำหนังสั้นคม ๆ รสดิบ ๆ ซึ่งรอบนี้เขาก็กลับมาอย่างนั้น ดีใจที่ยุค GDH ของเขาก็ซื้อใจเราได้สักที
โลก (กรุงเทพฯ) ใน Human Resource ของนวพลก็ยังไหลเวียนอยู่ในโหมดและภาษาที่คล้ายเดิม แต่ที่ต่างออกไปคือความหน้าตายและเฉยชาที่เป็นท่าประจำของเขามันไม่ได้เป็นม่านคั่นของอะไรบางอย่างแบบที่เรารู้สึกมาตลอด ว่าง่าย ๆ คือแต่ก่อนมันมีความประดิดประดอยจนบางทีก็กลายเป็นรสแบบ comic ไปเลย หรือไม่ก็ระยะห่างของเรากับเรื่องมันเชื่อมกันไม่ถึง ซึ่งในเรื่องนี้ความเฉยชามันถูกสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว โดยมันก็เป็นเท่าที่มันถูกเสนอมา เป็นความเฉยชาแห่งชีวิตมหานครดัดจริตที่ไม่มีวันจะเติมได้เต็ม
ขณะเดียวกัน การดำเนินเรื่องของหนังก็น่าเบื่อมาก ๆ แต่มันเป็นความน่าเบื่อที่มี agenda และสื่อสารออกมาอย่างสุดกำลังจนน่ากลัว เพราะมันไม่ใช่ความเบื่อที่พอหนังจบแล้วมันก็หายไป แต่มันล่องลอยอยู่นอกเฟรมเสมอตั้งแต่ก่อนหนังจะผลิตจนฉายจบ และความน่าเบื่อนั้นก็ยังคงอยู่ที่เดิม ซึ่งเราว่านวพลเข้าใจ horror ของชีวิต corporate ที่มีผีร้ายเป็นความน่าเบื่อดังกล่าวอย่างจัดเจน ในเมืองที่ชีวิตแห่งความสุขตามอุดมคติอยู่บนเงื่อนไขของความทุกข์ เหนือสิ่งอื่นใด ฮุกที่สุดคือความเกลียดกลัวชีวิตในกรุงเทพฯ ของเรามันถูกฉายออกมาถูกต้องหมดเลย ถึงง่วงแค่ไหน เราหลับไม่ลง เพราะเราว่าความอมหิตของโลกนอกและในหนังมันเทียบเท่ากันจริง ๆ และเราก็เชื่อว่านวพลก็คงกลัวสิ่งที่ตัวเองเสนอไม่ต่างที่เราเป็น
มีคนพูดว่าเรื่องนี้คือ Haneke เมืองไทย 555 ขอยืนยันอีกเสียงนะว่ามันไปถึงอยู่เด้อ ว่าบาป ไม่เคยนึกว่าถ้าบิดท่าเขามาหน่อยมันก็คงมาทางนี้ได้เหมือนกัน
มีหลายอย่างที่ไม่น่าเชื่อ แต่ก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าความไม่น่าเชื่อนั้นมันจะไม่มีอยู่จริง
ความไร้กาลเวลาของความหดหู่ในหนังที่ผ่านมา 20 ปีคงจะไม่เกิดขึ้น หากวงจรพัง ๆ แห่งความเสื่อมนี้ได้ถูกยุติลง บางที มนต์รักทรานซิสเตอร์อาจเป็นกระจกสะท้อน (ตลอดกาล) ของเมืองไทย ที่ทำงานกับผู้ชมชาวไทยในทุกสมัย ดูแล้วก็ได้แต่เพียงนึกว่าจะมีวันนั้นไหมหนอ ที่เราจะสามารถมองปัญหานี้เป็นเพียงความหลัง ไม่ใช่ภาพของปัจจุบันอย่างที่กำลังเป็น